‘โอเล กุนนาร์ โซลชา’ จากซุปเปอร์ซับสู่การคืนชีพผีแดง

ole gunnar solskjaer

ประวัติการเดินทางของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา กุนซือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผู้ปลุก ‘ผีแดง’ ฟื้นจากหลุม หลังเข้ามารับตำแหน่งต่อจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ในฤดูกาล 2018-19 โดยมีผู้ช่วยอย่าง ไมค์ ฟีแลน อดีตมือขวาของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในช่วง 5 ปีหลังก่อนจะตัดสินใจวางมือ

สำหรับ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เกิดที่เมือง คริสเตียนซุนด์ ประเทศ นอร์เวย์ ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ปี 1973 โดยเริ่มต้นเล่นฟุตบอลเป็นเพียงงานอดิเรกกับสโมสร เคลาเซเนนเก้น ทีมระดับดิวิชั่น 3 ของ นอร์เวย์ ก่อนจะโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงจนกระทั่งถูก โมลด์ ทีมในลีกสูงสุดของนอร์เวย์ ดึงตัวเข้าไปร่วมทัพในปี 1995 หลังจากที่ โซลชา ในวัย 22 ปี ย้ายมาอยู่กับ โมลด์ ได้ไม่ทันไรก็สามารถทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจจนกระทั่งถูกเรียกตัวไปติดทีมชาตินอร์เวย์(ชุดใหญ่) ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าตัวถูกบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ของยุโรปสนใจคว้าตัวเข้ามาร่วมทัพพร้อมกับถูกยกให้เป็น “อลัน เชียร์เรอร์ แห่งนอร์เวย์”

และแล้วซัมเมอร์ปี 1996 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจควักเม็ดเงินมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ ดึงตัว โซลชา มาจาก โมลด์ ก่อนที่เจ้าตัวจะโชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจตั้งแต่ซีซั่นแรกในสีเสื้อของ “ปีศาจแดง” ทำประตูในลีกไปถึง 18 ประตู พร้อมกับคว้าตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมมาครอง และซิวแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลังจบซีซั่น 1996-1997

จากผลงานอันร้อนแรงส่งผลให้บรรสาวก “เร้ด อาร์มี่” ตั้งฉายาให้ โซลชา เป็น “เพชรฆาตหน้าทารก” แต่อย่างไรก็ตาม ชีวิตมีขึ้นก็ต้องมีลงเมื่อการถล่มประตูเป็นกอบเป็นกำของดาวยิงทีมชาตินอร์เวย์ เริ่มไม่ต่อเนื่องส่งผลให้ “ปีศาจแดง” ตัดสินใจทุ่มงบมูลค่าราว 12 ล้านปอนด์ คว้าตัว ดไวท์ ยอร์ค เข้ามาร่วมทีม ท่ามกลางข่าวลือว่า โซลชา อาจย้ายออกจากถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด แต่อย่างไรก็ตามสุดท้าย โซลชา ตัดสินใจอยู่ท้าชิงตำแหน่งตัวจริงต่อไป และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่เจ้าตัวเริ่มสร้างชื่อขึ้นมาใหม่ในฐานะ “หัวหอกซูเปอร์ซับ” ด้วยการยิงประตูสำคัญได้บ่อยครั้งจากการลงมาเป็นตัวสำรอง โดยเฉพาะแมตช์ที่เจ้าตัวซัดคนเดียวถึง 4 ประตูภายใน 12 นาที (เอาชนะ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 8-1) จนสร้างสถิติใหม่ของฟุตบอลอังกฤษขึ้นมา

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความประทับใจให้กับสาวก “เร้ด อาร์มี่” แบบไม่มีวันลืมเลือนคือเกมนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 1998/99 ที่เจ้าตัวถูกส่งลงมาซัดประตูชัยได้ในวินาทีสุดท้ายพาทีมเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ไปอย่างดราม่าด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ดกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจบฤดูกาล 2006-2007 ด้วยการลงสนามรับใช้ “ปีศาจแดง” ไปทั้งหมดทุกรายการ 366 เกม ยิงได้ 126 ประตู ปิดฉากการค้าแข้งในถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยเวลายาวนานถึง 11 ปี หลังจากที่ โซลชา ประกาศแขวนสตั๊ด เจ้าตัวรับหน้าที่เป็นโค้ชกองหน้าให้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก่อนจะถูกแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็น ผู้จัดการทีม ชุดสำรองของ “ปีศาจแดง” พร้อมกับทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจด้วยการพาทีมสำรอง U23 คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรอง 1 สมัย, แชมป์ พรีเมียร์ลีก สำรองตอนเหนือ 1 สมัย, แชมป์ แลนคาเชียร์ ซีเนียร์ คัพ 1 สมัย และแชมป์ แมนเชสเตอร์ ซีเนียร์ คัพ อีก 1 สมัย

ole gunnar solskjaer

จากนั้นในปี 2010-2014 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้เริ่มจับงานคุมทีมชุดใหญ่ครั้งแรกด้วยการเป็นกุนซือให้กับอดีตต้นสังกัดอย่าง โมลด์ และยังคงทำผลงานด้วยการพาทีมคว้าแชมป์ลีกสูงสุด 2 สมัย รวมไปถึงซิวถ้วย นอร์เวย์ คัพ มาได้อีก 1 รายการ หลังจากนั้นในปี 2014 โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ย้ายมารับเผือกร้อนด้วยการคุมทีม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ กับภารกิจในการช่วยให้ต้นสังกัดอยู่รอดบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาล 2013-2014 แต่สุดท้ายก็ทำได้ไม่สำเร็จเมื่อเจ้าตัวคุมทัพ “บลูเบิร์ด” ลงเล่นเกมลีก 18 นัด (ชนะ3 เสมอ3 แพ้12) ตกชั้นด้วยอันดับสุดท้ายของตาราง หลังจากคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ต้องตกชั้นลงไปเล่นในศึก เดอะ แชมเปี้ยนชิพ ผลงานของ “บลูเบิร์ด” ยังคงไม่กระเตื้องส่งผลให้ช่วงปลายปี 2014 โซลชา โดนเด้งจากตำแหน่งกุนซือ และกลับไปรับงานคุมทีม โมลด์ อีกครั้งในช่วงเดือน ตุลาคม ปี 2015

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้จัดการทีม ชั่วคราวของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด วันที่ 19 ธันวาคม 2018 หลังจาก โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานพ่ายแพ้ต่อทีมคู่ปรับตลอดกาลอย่าง ลิเวอร์พูล ในศึก “แดงเดือด” ที่สนาม แอนฟิลด์ แบบไร้ทางสู้ด้วยสกอร์ 1-3 สิ่งที่น่าสนใจก่อนการประกาศปลด โชเซ่ มูรินโญ่ พ้นตำแหน่ง คือบทสัมภาษณ์ก่อนหน้านั้นของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าถ้าหากวันใดได้รับโอกาสเข้ามาเป็นบิ๊กบอสของ “ปีศาจแดง” ตัวเขาพร้อมช่วยคืนฟอร์มเทพของ พอล ป็อกบา กองกลางดีกรีแชมป์โลกให้กลับมาเฉิดฉายอีกครั้ง ด้วยแผนการใช้มิดฟิลด์หมายเลข 6 เป็นจุดศูนย์กลางขับเคลื่อนเกมของ แมนฯ ยูไนเต็ด

อย่างไรก็ตาม กุนซือหน้าทารกวัย 48 กะรัต เข้ามาคุมทัพ “ปีศาจแดง” แทน โชเซ่ มูรินโญ่ ทำผลงานได้ดีจนได้รับสัญญาถาวร หลังจากนั้นผลงานจะขึ้นๆ ลงๆ และไม่ได้แชมป์รายการใดเลย แต่ด้วยแนวทางการสร้างทีมที่ทำให้สโมสรเชื่อมั่นและปลุกปั้นจนสามารถนำทัพ “ปีศาจแดง” กลับมาลุ้นแชมป์ลีกได้ในฤดูกาล 2020-2021 แถมยังพาทีมผ่านรอบก่อนรองชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีกได้อีกด้วย ปัจจุบัน แมนยู อาจจะหมดลุ้นแชมป์ลีกไปแล้วหลังถูก แมนซิตี้ คู่ปรับร่วมเมืองทำแต้มทิ้งห่างถึง 14 คะแนน (แข่งน้อยกว่า 1 นัด) โดยเหลือการแข่งขันอีก 8 นัด รั้งอยู่อันดับ 2 ของลีก